ป้องกันติดเชื้อในสถานดูแลผู้สูงอายุ มาตรฐานสาธารณสุข

เนอสซิ่งโฮม

แนวทางป้องกันและควบคุมการติดเชื้อในสถานดูแลผู้สูงอายุตามมาตรฐานสาธารณสุข

การจัดการความเสี่ยงการติดเชื้อในสถานดูแลผู้สูงอายุ

การป้องกันและควบคุมการติดเชื้อในสถานดูแลผู้สูงอายุมีความซับซ้อน เนื่องจากผู้สูงอายุมักมีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำและโรคประจำตัวที่ทำให้ความเสี่ยงเพิ่มสูงขึ้น การบริหารจัดการภายในสถานดูแลจึงต้องครอบคลุมองค์ประกอบหลายด้าน ทั้งการดูแลบุคลากร, การจัดสิ่งแวดล้อม, และการใช้เครื่องมือทางการแพทย์อย่างเหมาะสม การรักษาความสะอาดและการควบคุมเชื้อโรคจึงเป็นมาตรฐานสำคัญที่ต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด

ขั้นตอนสำคัญในการควบคุมการติดเชื้อในสถานดูแล

1. การทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรค

การทำความสะอาดพื้นที่และอุปกรณ์ทุกชนิดในสถานดูแลต้องมีขั้นตอนการฆ่าเชื้อที่เหมาะสม เพื่อกำจัดเชื้อโรคทุกชนิด ทั้งแบคทีเรียและไวรัส โดยใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองและเทคนิคที่ตรงตามมาตรฐานสาธารณสุข การเลือกใช้สารเคมีและวิธีการเช็ดทำความสะอาดต้องสอดคล้องกับประเภทของพื้นผิวและความอ่อนไหวของอุปกรณ์

2. การจัดการกับบุคลากรและผู้ดูแล

บุคลากรเป็นตัวกลางสำคัญในการแพร่กระจายเชื้อโรค การฝึกอบรมอย่างสม่ำเสมอเกี่ยวกับวิธีการล้างมือและการใช้เครื่องมือป้องกันส่วนบุคคล เช่น หน้ากากและถุงมือ จะช่วยลดการแพร่เชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ต้องมีการคัดกรองบุคลากรเพื่อป้องกันการนำเชื้อเข้ามาในสถานดูแล

3. การควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อในผู้สูงอายุ

ผู้ป่วยที่มีอาการติดเชื้อควรได้รับการแยกกักเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อไปยังผู้อื่น พร้อมกับการดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคลที่เหมาะสม เช่น การใช้ผ้าปิดจมูกและวิธีการกำจัดของเสียอย่างถูกวิธี

เทคนิคการป้องกันเฉพาะในสถานที่ดูแลผู้สูงอายุ

  • ระบบระบายอากาศ ควรติดตั้งและบำรุงรักษาเพื่อให้อากาศถ่ายเทดี ลดความชื้นที่ทำให้เชื้อโรคเติบโตได้ง่าย
  • การติดตามสุขภาพ ใช้การตรวจสอบและบันทึกข้อมูลสุขภาพอย่างละเอียด เพื่อตรวจจับอาการติดเชื้อได้รวดเร็วและมีมาตรการรองรับทันที
  • การจัดการสารคัดหลั่งและของเสีย ต้องมีกระบวนการกำจัดที่ปลอดภัยและเป็นไปตามข้อกำหนดทางสาธารณสุข เพื่อป้องกันการปนเปื้อน

บทบาทของเทคโนโลยีสมัยใหม่ในการควบคุมการติดเชื้อ

นวัตกรรมที่นำมาใช้ในสถานดูแลช่วยเพิ่มความเข้มข้นในการตรวจสอบและควบคุมการติดเชื้อ เช่น ระบบเซ็นเซอร์ตรวจจับความสะอาด, การใช้เครื่องมือฆ่าเชื้อด้วยแสง UV-C, และการบริหารจัดการข้อมูลผู้ป่วยด้วยซอฟต์แวร์เฉพาะทาง เทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยลดภาระงานของเจ้าหน้าที่และเพิ่มความแม่นยำในการวางแผนป้องกัน

การเลือกใช้สถานที่ที่เหมาะสมและระบบการดูแลที่ครบถ้วนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสุขภาพของผู้สูงอายุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน เนอสซิ่งโฮม ที่เน้นบริการด้านสุขภาพและการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด

องค์ประกอบการบริหารจัดการที่ช่วยลดการติดเชื้อ

  • การวางแผน เพื่อกำหนดมาตรฐานและขั้นตอนปฏิบัติงานอย่างชัดเจน
  • การฝึกอบรม ให้บุคลากรทุกระดับเข้าใจและปฏิบัติตามมาตรฐาน
  • การตรวจสอบและประเมินผล เพื่อปรับปรุงกระบวนการและตอบสนองต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง
  • การสื่อสารภายใน ให้ข้อมูลสอดคล้องและรวดเร็วแก่ทีมงานทุกฝ่าย

นอนสบายใจ ช่วงตั้งครรภ์ ลูกแข็งแรงทุกวัน

นอนพักผ่อนอย่างไรให้แม่ท้องสบายใจและลูกแข็งแรงขึ้นทุกวัน

ความสำคัญของการพักผ่อนในช่วงตั้งครรภ์

การนอนหลับที่มีคุณภาพสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพทั้งแม่และลูกในครรภ์ ช่วงเวลานี้ร่างกายต้องการการฟื้นฟูอย่างเต็มที่ เพื่อรองรับการเจริญเติบโตของทารกและลดความเครียดที่อาจเกิดขึ้นได้ การพักผ่อนอย่างเพียงพอช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนและเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการนอนของคุณแม่ท้อง

ความเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ เช่น น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น ความดันโลหิต และความรู้สึกไม่สบายตัว ล้วนมีผลต่อคุณภาพการนอน นอกจากนี้ อารมณ์และความวิตกกังวลเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ก็มีบทบาทสำคัญต่อการนอนได้เช่นกัน

เทคนิคการนอนเพื่อความสบายของแม่และลูก

  • เลือกท่านอนที่เหมาะสม – การนอนตะแคงซ้ายช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือดไปยังมดลูกและส่งออกซิเจนไปยังลูกได้ดีขึ้น
  • ใช้หมอนรองรับ – วางหมอนข้างใต้ท้องหรือระหว่างเข่าช่วยลดแรงกดทับและทำให้รู้สึกสบายขึ้น
  • ควบคุมสิ่งแวดล้อมในห้องนอน – อุณหภูมิและแสงสว่างที่เหมาะสมช่วยส่งเสริมการนอนหลับลึก
  • หลีกเลี่ยงของกระตุ้นก่อนนอน – เช่น คาเฟอีนและอาหารหนักที่ทำให้ระบบย่อยทำงานมากจนรบกวนการนอน
  • จัดตารางเวลานอนให้สม่ำเสมอ – เข้านอนและตื่นนอนเวลาเดียวกันทุกวันช่วยส่งเสริมความสมดุลนาฬิกาชีวิต

ผลดีของการนอนหลับที่เหมาะสมต่อทารกในครรภ์

การนอนพักผ่อนที่ดีของแม่สะท้อนผลดีไปยังลูกในครรภ์ ตั้งแต่การพัฒนาสมอง ระบบประสาท และน้ำหนักแรกเกิด เมื่อแม่ได้รับการพักผ่อนอย่างเต็มที่ ฮอร์โมนที่ช่วยกระตุ้นการเติบโตของทารกจะหลั่งออกมาอย่างเหมาะสม ช่วยลดความเสี่ยงปัญหาการคลอดก่อนกำหนดและพัฒนาการที่ล่าช้า

เมื่อต้องการคำแนะนำด้านการตั้งครรภ์และสุขภาพ

สำหรับคุณแม่ที่กำลังเจอความกังวลในเรื่องการตั้งครรภ์ เช่น การนอนไม่หลับหรือปัญหาสุขภาพอื่นๆ การได้รับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญมีความสำคัญมาก การพูดคุยและหาข้อมูลจะช่วยให้การดูแลตัวเองและลูกน้อยเป็นไปอย่างปลอดภัยและมั่นใจ

ใครที่กำลังมองหาความช่วยเหลือในเรื่องนี้ สามารถเข้าไป ปรึกษามีบุตรยาก เพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสมกับสถานการณ์เฉพาะตัว

การปฏิบัติจริงเพื่อการนอนหลับที่มีคุณภาพสำหรับแม่ท้อง

ลองทำตามขั้นตอนง่ายๆ เหล่านี้เพื่อช่วยให้การนอนพักผ่อนเป็นไปอย่างราบรื่นและสบายขึ้น

  • เตรียมตัวก่อนนอน – หลีกเลี่ยงการใช้หน้าจออิเล็กทรอนิกส์อย่างน้อย 1 ชั่วโมงก่อนนอน และทำกิจกรรมผ่อนคลาย เช่น อ่านหนังสือหรือฟังเพลงช้าๆ
  • การเลือกชุดนอนและผ้าปูที่นอน – ผ้านุ่ม สบาย ระบายอากาศได้ดี ช่วยลดความร้อนและเหงื่อ
  • งดน้ำและอาหารก่อนนอน – เพื่อลดการตื่นมาปัสสาวะบ่อยซึ่งทำให้หลับไม่ต่อเนื่อง
  • เคลื่อนไหวร่างกายเบาๆ ก่อนเข้านอน – เช่น ยืดเส้นยืดสายหรือโยคะท่าพื้นฐาน เพื่อคลายกล้ามเนื้อและช่วยให้นอนหลับเร็วขึ้น
  • ติดตามความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย – บันทึกความรู้สึกและรูปแบบการนอน เพื่อแจ้งแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเมื่อพบปัญหา

เข้าใจการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) คืออะไรพร้อมก้าวสู่พลังงานสะอาด

Energy Transition คืออะไร

การเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) ปัจจัยผลักดันและอุปสรรคที่ควรรู้ในกระบวนการเรียนรู้

การเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) เป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและมีความสำคัญในการปรับปรุงโครงสร้างพลังงานของสังคม เพื่อรองรับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การศึกษากระบวนการนี้ในมุมมองเชิงวิเคราะห์ช่วยให้เข้าใจปัจจัยผลักดันที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลง รวมถึงอุปสรรคที่ส่งผลต่อการนำไปปฏิบัติอย่างมีประสิทธิผล

ปัจจัยผลักดันที่กระตุ้นการเปลี่ยนแปลงในระบบพลังงาน

ความต้องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและข้อกำหนดจากนโยบายภาครัฐเป็นตัวขับเคลื่อนหลักที่นำไปสู่การเปลี่ยนผ่านพลังงาน นอกจากนี้ เทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างรวดเร็วยังช่วยเพิ่มศักยภาพของแหล่งพลังงานทดแทน ซึ่งส่งผลต่อการลดต้นทุนและการขยายตัวของระบบไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด

  • นโยบายและข้อบังคับภาครัฐ – กฎหมายและมาตรฐานที่เข้มงวดเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นตัวเร่งการเปลี่ยนผ่าน
  • นวัตกรรมด้านเทคโนโลยีพลังงาน – การพัฒนาแบตเตอรี่ กังหันลม และแผงโซลาร์เซลล์ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง
  • ความตื่นตัวของตลาดและผู้บริโภค – การเพิ่มขึ้นของความต้องการพลังงานสะอาดจากผู้บริโภคและภาคธุรกิจส่งเสริมการลงทุนในพลังงานทดแทน

อุปสรรคที่สำคัญในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน

ในทางกลับกัน การเปลี่ยนผ่านยังพบกับอุปสรรคหลากหลายที่ทำให้กระบวนการล่าช้าหรือเกิดความไม่ต่อเนื่อง อุปสรรคเหล่านี้ส่วนใหญ่มาจากข้อจำกัดทางเทคนิค การลงทุน รวมถึงภูมิรัฐศาสตร์

  • โครงสร้างพื้นฐานที่ไม่เหมาะสม – ระบบโครงข่ายไฟฟ้าและอุปกรณ์เก็บพลังงานยังต้องได้รับการปรับปรุงเพื่อรองรับพลังงานแหล่งใหม่อย่างเหมาะสม
  • ต้นทุนการลงทุนเริ่มต้นสูง – การติดตั้งเทคโนโลยีพลังงานทดแทนยังต้องใช้เงินลงทุนที่สูง ส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้ประกอบการ
  • ปัญหาด้านนโยบายและความไม่แน่นอนทางการเมือง – การเปลี่ยนแปลงนโยบายหรือความไม่แน่นอนทางการเมืองส่งผลต่อความมั่นใจของนักลงทุนและผู้พัฒนาโครงการ

กลไกการทำงานและบทบาทของการเรียนรู้ในกระบวนการเปลี่ยนผ่าน

การเปลี่ยนผ่านพลังงานไม่สามารถเกิดขึ้นได้โดยอัตโนมัติ ระบบการเรียนรู้ของทั้งผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและภาคธุรกิจมีบทบาทสำคัญในการปรับตัวและรับมือกับความซับซ้อนของการเปลี่ยนแปลงในแต่ละช่วงเวลา

กลไกการเรียนรู้ในที่นี้ครอบคลุมตั้งแต่การวิเคราะห์ข้อมูลการใช้พลังงาน การพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสม ไปจนถึงการสร้างความเข้าใจในข้อจำกัดและโอกาสของการเปลี่ยนผ่านเพื่อกำหนดแนวทางและกลยุทธ์ในระดับองค์กรและนโยบายสาธารณะ

แนวทางพัฒนาความรู้เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงาน

กระบวนการเรียนรู้และพัฒนาความรู้ควรมุ่งเน้นไปที่การสร้างหลักสูตรและกิจกรรมที่เชื่อมโยงข้อมูลเชิงเทคนิคกับการประยุกต์ใช้จริง เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเข้าใจภาพรวมและรายละเอียดของระบบพลังงานทั้งระบบ อีกทั้งยังต้องมีการอัพเดตข้อมูลเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

สำหรับผู้สนใจศึกษาข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับกระบวนการนี้ สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากแหล่งข้อมูลที่อธิบาย  Energy Transition คืออะไร  ซึ่งให้รายละเอียดทางเทคนิคและภาพรวมที่ครบถ้วน

ปัจจัยผลักดันอุปสรรคบทบาทของการเรียนรู้ 
นโยบายเข้มงวดต้นทุนลงทุนสูงวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเทคนิค
เทคโนโลยีพลังงานใหม่โครงข่ายไฟฟ้าไม่เพียงพอพัฒนาหลักสูตรเฉพาะ
ความต้องการตลาดเพิ่มขึ้นนโยบายไม่แน่นอนอัปเดตข้อมูลเทคโนโลยี

เมื่อพิจารณากระบวนการเปลี่ยนผ่านพลังงานในมิติของการศึกษาเชิงวิเคราะห์ จะพบว่าสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยีต้องได้รับการศึกษาและเข้าใจอย่างรอบด้าน เพื่อเตรียมความพร้อมและกำหนดกลยุทธ์ที่เหมาะสมต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

วิธีกำจัดปลวกปลอดภัย ไม่เสี่ยงสารเคมี

กำจัดปลวก

ปลวกต้องจัดการอย่างไรให้ปลอดภัย ไม่เสี่ยงกับสารเคมีอันตราย

ปลวกเป็นปัญหาที่หลายบ้านและอาคารต้องเผชิญ เพราะมันสามารถทำลายโครงสร้างไม้จนเกิดความเสียหายรุนแรงได้ แต่เมื่อพูดถึงการกำจัดปลวก หลายคนก็มักกังวลเรื่องสารเคมีที่ใช้ เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของคนในบ้านและสัตว์เลี้ยงได้ ดังนั้น เราจะมาเจาะลึกวิธีจัดการกับปลวกอย่างปลอดภัย โดยไม่ต้องพึ่งพาสารเคมีอันตราย

เข้าใจพฤติกรรมของปลวกก่อนเริ่มกำจัด

เพื่อให้การควบคุมปลวกได้ผลดีและปลอดภัย การรู้จักพฤติกรรมของปลวกถือว่าสำคัญมาก ปลวกชอบอยู่ในที่มืด ชื้น และมีอาหารเป็นไม้หรือวัสดุที่มีเซลลูโลส เมื่อค้นพบแหล่งอาหาร พวกมันจะขยายอาณาเขตอย่างรวดเร็ว หากเราเข้าใจจุดนี้ จะช่วยวางแผนป้องกันและกำจัดปลวกได้ตรงจุดมากขึ้น เช่น การตรวจสอบรอยทางเดินของปลวก และการทำความสะอาดพื้นที่รอบบ้านให้แห้งอยู่เสมอ

เลือกใช้วิธีจัดการที่ปลอดภัยต่อสุขภาพ

การเลือกวิธีจัดการปลวกที่ไม่เสี่ยงกับสารเคมีอันตรายมีหลายทางเลือก โดยเน้นการใช้เทคนิคและผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น

  • วิธีใช้เบาเคมีที่ปลอดภัย: ใช้สารกำจัดปลวกแบบเจลหรือเหยื่อที่มีปริมาณสารเคมีน้อยและควบคุมการกระจายอย่างแม่นยำ
  • ใช้เหยื่อกับสารออกฤทธิ์ต่ำ: เหยื่อที่ปลวกนำไปสู่รังแล้วค่อยๆ กำจัดปลวกทั้งรัง ซึ่งช่วยลดการสัมผัสสารเคมีโดยตรง
  • การใช้ความร้อนหรือไอน้ำ: การยิงไอน้ำหรือเพิ่มอุณหภูมิในจุดที่ปลวกอยู่ เพื่อทำลายรังโดยไม่ต้องใช้สารเคมี
  • ใช้กับดักหรือวิธีเชิงกล: เช่น กับดักกาว หรือวัสดุกั้นไม่ให้ปลวกเข้าถึงไม้

วิธีเหล่านี้ช่วยลดความเสี่ยงจากสารเคมีที่อาจตกค้างและเป็นอันตรายต่อคนในครอบครัว

ขั้นตอนปรับสภาพแวดล้อมเพื่อลดความเสี่ยงปลวก

การปรับสภาพแวดล้อมและดูแลบ้านให้เหมาะสมก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยควบคุมปลวกได้โดยไม่ต้องพึ่งสารเคมีเข้มข้น

  • ตรวจเช็คความชื้น: ปลวกชอบพื้นที่ชื้น จึงควรระบายอากาศให้ดีและเก็บไม้ในที่แห้ง
  • ตัดแต่งต้นไม้และวัชพืช: ป้องกันไม้ร่วงหล่นหรือกิ่งไม้สัมผัสกับตัวบ้าน เพราะเป็นทางเดินของปลวก
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสไม้กับดินโดยตรง: ตั้งเสาไม้หรือโครงสร้างไม้บนฐานที่ไม่สัมผัสดิน
  • ซ่อมแซมส่วนที่เสียหาย: ซ่อมแซมไม้หรือโครงสร้างที่เริ่มเกิดความเสียหาย เพื่อป้องกันการขยายตัวของรังปลวก

เลือกบริการที่ใช้เทคโนโลยีใหม่ในการจัดการปลวก

สำหรับบ้านหรืออาคารที่มีปัญหาปลวกหนัก การใช้บริการกำจัดปลวกแบบมืออาชีพที่นำเทคโนโลยีมาช่วยจัดการ ถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะช่วยให้การกำจัดปลวกแม่นยำและปลอดภัยมากขึ้น เช่น ระบบเหยื่ออัจฉริยะที่สามารถตรวจจับและกำจัดปลวกจากรังโดยไม่ต้องพ่นสารเคมีทั่วบริเวณ

หากสนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริการที่ได้มาตรฐานและปลอดภัย สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กำจัดปลวก

ตรวจสอบและติดตามผลหลังการกำจัด

หลังจากทำการจัดการปลวกแล้ว ควรตรวจสอบพื้นที่อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีปลวกกลับมาใหม่ โดยเฉพาะจุดที่เคยมีร่องรอย หากพบปัญหาให้รีบจัดการทันที เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

การกำจัดปลวกอย่างปลอดภัยและไม่เสี่ยงกับสารเคมีอันตรายไม่ได้ยากเกินไป หากเข้าใจและเลือกวิธีที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของบ้าน จะช่วยรักษาความปลอดภัยให้คนในบ้านและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รวมกิจกรรมแอดเวนเจอร์ที่คุณห้ามพลาด

Adventure activities

บทความนี้เราได้รวบรวมกิจกรรมแอดเวนเจอร์ที่น่าสนใจมาฝากเพื่อนๆ สายแอดเวนเจอร์กัน บอกเลยว่าแต่ละกิจกรรมแอดเวนเจอร์ที่เราคัดสรรมานั้น สนุก สุด มันส์ หาไม่ได้จากกิจกรรมไหนอย่างแน่นอน อ่านมาถึงตรงนี้ อยากรู้กันแล้วล่ะสิว่า กิจกรรมมแอดเวนเจอร์ที่เราคัดสรรมาว่าสนุก สุด มันส์จะมีอะไรบ้างนั้น ต้องตามมาดูกันเลย

รวมกิจกรรมแอดเวนเจอร์ที่คุณห้ามพลาด

  • กิจกรรมแอดเวนเจอร์ที่คุณห้ามพลาด กิจกรรมที่ 1 คือ กระโดดร่ม กิจกรรมแอดเวนเจอร์ยอดนิยมอันดับแรก คือ กระโดดร่ม เป็นกิจกรรมทางอากาศที่มีหลากหลายแบบให้เลือกตามความชำนาญของผู้เล่น อย่างเช่น การกระโดดแบบแทนดั้ม (Tandem) ที่เหมาะกับผู้ที่ไม่เคยมีประสบการณ์ในการกระโดดร่มมาก่อน โดยจะใช้สายรัดล็อกตัวกับครูฝึก ซึ่งจะทำการกระโดดลงมาพร้อมกับครูฝึกที่เป็นนักกระโดดร่มมืออาชีพ และครูฝึกจะเป็นคนควบคุมร่ม รวมถึง สอนวิธีควบคุมร่มเบื้องต้นให้กับคุณด้วย
  • กิจกรรมแอดเวนเจอร์ที่คุณห้ามพลาด กิจกรรมที่ 1 คือ ปีนหน้าผาจำลอง การปีนหน้าผาจำลองที่เป็นที่นิยมนั้นมี 2 แบบ ได้แก่ Bouldering เป็นการปีนผาระยะสั้นประมาณ 3 – 4 เมตร โดยไม่ใช้เชือก และไม่ใส่ Harness หรืออุปกรณ์ที่ใช้สวมบริเวณสะโพกและเอว จึงทำให้เกิดความท้าทายมากยิ่งขึ้น และ Sport Climbing เป็นการปีนผาสูงประมาณ 8 – 15 เมตร โดยใช้เชือกในการปีน ซึ่งจะต้องมีผู้จับเชือกดูแลผู้ปีน และจะต้องปีนไปตามทางที่กำหนดไว้ รวมถึง ต้องสวม Harness เพื่อความปลอดภัยอีกด้วย ดังนั้น การปีนหน้าผาจำลองจึงเป็นอีกกิจกรรมที่สามารถเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับคุณได้
  • กิจกรรมแอดเวนเจอร์ที่คุณห้ามพลาด กิจกรรมที่ 1 คือ ขับรถ ATV ถึงแม้กิจกรรมการขับรถ ATV จะไม่โลดโผนเหมือนกับการกระโดดร่ม และปีนหน้าผาจำลอง แต่ก็เป็นที่นิยมไม่แพ้กัน โดยการขับรถ ATV นั้นจะต้องขับอย่างช้าๆ และจะต้องทำความรู้จักกับตำแหน่งของจุดควบคุม เช่น เบรก และเกียร์ เป็นต้น รวมถึง ต้องเรียนรู้วิธีการขับที่ถูกต้อง เพราะรถ ATV แต่ละคัน และแต่ละยี่ห้อนั้น จะมีความแตกต่างกัน แต่ว่าการขับรถ ATV นั้นไม่ได้ยากอย่างที่คิด เพียงแค่เรียนรู้ในระยะเวลาสั้นๆ ก็สามารถขับรถ ATV ได้อย่างสนุกสนานแล้ว

และทั้งหมดทั้งมวลนี้ คือ กิจกรรมแอดเวนเจอร์ที่เราคัดสรรมาว่าสนุก สุด มันส์ที่สุด อบบหาไม่ได้จากกิจกรรมไหน ทั้งนี้ หากเพื่อนๆ ท่านใดที้เป็นสายแอดเวนเจอร์ อละได้ลองกิจกรรมอื่นๆ ที่นอกเหนือจากนี้ ก็อย่าลืมมาป้ายยาเพื่อนๆ กันต่อด้วยนะ

สถานที่ตะลุยเที่ยวในหน้าฝน

Exploring during the rainy season

เมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูฝน หลายคนก้มักจะนึกถึงความชื้นแฉะที่ทำเอาหงุดหงิดใจไม่น้อย แต่จะบอกว่าในช่วงหน้าฝนนี้ก็ยังมีสถานที่ที่เหมาะกับสายลุย ให้ไปลุยกันแบบมันส์สุดเหวี่ยงจนลืมเปียกกันไปเลย เป็นการเพิ่มประสบการณ์ที่ทำเอาหลายๆ คนติดใจ ต้องหาออกมาเที่ยวในช่วงฤดูฝนของทุกปี วันนี้ได้รวบรวมสถานที่ท่องเที่ยวที่จะให้คุณได้ตะลุยเที่ยวในช่วงหน้าฝนแบบไม่รู้ลืมกันเลย

1. ภูสอยดาว จ.อุตรดิตถ์

อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว ตั้งอยู่จังหวัดอุตรดิตถ์-พิษณุโลก ที่มีเส้นทางเดินป่าศึกษาธรรมชาติ ระยะทาง 6.5 กิโลเมตร ลานสนภูสอยดาว ที่ทำเอาสายแอดเวนเจอร์บอกเลยว่าต้องมาให้ได้ ที่นี่ถือเป็นหนึ่งในลิสต์ต้องห้ามพลาดของนักเดินป่าในประเทศไทย ซึ่งในช่วงหน้าฝนแบบนี้จะมีสายหมอกลอยต่ำลงมาปกคลุมทั่วทั้งป่าเป็นม่านหมอก รวมถึงไฮไลท์สำคัญอย่างดอกหงอนนาคก็ผลิดอกให้เห็นกันในช่วงนี้ด้วย

2. น้ำตกเอราวัณ

ใครๆ ก็คงจะรู้จักน้ำตกเอราวัณที่ขึ้นชื่อความงามที่มีทั้งหมด 7 ชั้น  ระยะทางตั้งแต่ชั้นล่างจนถึงชั้นบนสุดทั้งหมด 1.5 กิโลเมตร เป็นน้ำตกที่มีน้ำตลอดปี นักท่องเที่ยวนิยมไปเล่นน้ำ นั่งปิกนิกและไปชมความสวยงามของธรรมชาติและสีฟ้าสีเขียวมรกตของน้ำตก ชั้นแรกๆของน้ำตกจะมีปลาค่อนข้างเยอะ หากในวันหยุดสุดสัปดาห์ใครกำลังมองหาที่ที่เที่ยวหน้าฝน ไปง่ายๆใกล้กรุงเทพฯ และได้สัมผัสบรรรยากาศความชุ่มฉ่ำต้องที่นี่เลย

3. ช่องเย็น จ.กำแพงเพชร

ใครที่ใฝ่ฝันอยากจะเห็นทะเลหมอกต้องที่นี่เลย เป็นคือหนึ่งในจุดชมทะเลหมอกที่งดงาม นอนกางเต็นท์ท่ามกลางอ้อมกอดของธรรมชาติ ตื่นเช้าให้ไอเย็นปะทะกับใบหน้าและซึมซับความงดงามที่อยู่เบื้องหน้าอย่างเต็มที่ แล้วหน้าฝนจะกลายเป็นฤดูที่โปรดปรานสำหรับคุณ

4. วังน้ำเขียว จ.ชัยภูมิ

วังน้ำเขียวมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติมากมาย และยังเป็นจุดมุ่งหมายปลายทางยอดฮิตของเหล่านักท่องเที่ยวไม่ว่าจะฤดูกาลไหนเนื่องจากไปง่ายระยะทางไม่ไกลทำให้เป็นตัวเลือกอันดับต้นๆในลิสต์ท่องเที่ยววันหยุดสุดสัปดาห์ ที่เที่ยววังน้ำเขียวมีทั้งสวนดอกไม้ ฟาร์มออแกนิค วัด น้ำตก อุทยาน อ่างเก็บน้ำ มีให้เลือกเที่ยวได้หลากหลายสไตล์ ที่พักก็มีให้เลือกมากมายเช่นกัน

5. สะพานซูตองเป้ จ.แม่ฮ่องสอน

อีกหนึ่งจุดที่เที่ยวหน้าฝนที่หลายคนคาดไม่ถึงก็คือ “สะพานซูตองเป้” หนึ่งในที่เที่ยวอันโดดเด่นของแม่ฮ่องสอน ซึ่งสะพานซูตองเป้นั้นได้ชื่อว่าเป็นสะพานแห่งความศรัทธา เพราะเป็นสะพานไม้ไผ่ซึ่งสร้างขึ้นมาจากสองมือของชาวบ้านกุงไม้สักและบรรดาพระภิกษุ เพื่อใช้ย่นระยะทางในการเดินทางจากบ้านกุงไม้สักไปยังสวนธรรมภูสมะ ด้วยการตัดผ่านที่นาของชาวบ้านแบบไม่สร้างความเสียหาย

ช่วงนี้ก็เข้าสู่หน้าฝนแล้ว ใครที่กำลังมองหาที่เที่ยวก็ลองเอาไปเขียนลงในลิสต์เผื่อจะได้ช่วยสร้างแรงบันดาลใจในระหว่างการท่องเที่ยวได้ 

วันหยุดนี้พาเด็กๆ เที่ยวสวนสัตว์เปิดประสบการณ์ดีกว่า

Visit an open zoo.

วัยเด็กนั้นเป็นวัยกำลังเรียนรู้ คุณพ่อคุณแม่อาจจะต้องสร้างเสริมประสบการณ์นอกห้องเรียนให้ลูกฟ เพื่อเป็นบทเรียนในชีวิตว่าเคยผ่านอะไรมาบ้าง เป็นภูมิต้านทานทางประสบการณ์เลยก็ว่าได้ การท่องเที่ยวสวนสัตว์จะเป็นการเปิดประสบการณ์ที่เด็กๆ หลายคนรู้สึกตื่นเต้นไปกับมันมากๆ ได้เห็นสัตว์ต่างๆ ในนิทานที่อ่านหรือดูแบบตัวเป็นๆ รับรองเลยว่าเด็กๆ สนุกไม่รู้ลืมแน่นอน มาดูกันดีกว่าว่าจะมีสวนสัตว์ที่ไหนบ้างในประเทศไทยบ้านเรา

1. สวนสัตว์เปิดเขาเขียว จังหวัดชลบุรี 

สวนสัตว์เปิดขนาดใหญ่ในจังหวัดชลบุรี บนเนื้อที่กว่า 5,000 ไร่ เป็นสถานที่ที่มีสัตว์อยู่จำนวนมาก อีกทั้งยังมีกิจกรรมและการแสดงโชว์สัตว์แสนรู้อีกหลายการแสดงในพื้นที่สวนสัตว์เปิดเขาเขียวแห่งนี้  ที่นี่ยังมี Night Safari ที่จะพาไปดูชีวิตความเป็นอยู่ของสัตว์ป่าในตอนกลางคืนเป็นแห่งแรกของเมืองไทยอีกด้วย ขอบอกลเยว่าสัตว์ที่นี่ได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ไม่ทำลายภาพจินตนาการของเด็กๆ อย่างแน่นอน

2. ซาฟารีเวิลด์

ใครที่อยู่กรุงเทพก็ไม่ต้องกังวลว่าสวนสัตว์จะอยู่ไกล ซาฟารีเวิลด์เป็นสวนสัตว์เปิดมาตรฐานโลกแห่งเดียวในเมืองไทย ที่มีเหล่าสัตว์นานาชนิดมากถึง 2,000 ตัว บรรยากาศแบบซาฟารี ไปสัมผัสชีวิตสัตว์โลกอย่างใกล้ชิดเป็นธรรมชาติที่สุด ในโซน Safari Park และชมการแสดงของเหล่าสัตว์แสนรู้ ทั้งแมวน้ำ นกแก้ว โลมา ที่ไม่ว่าใครจะต้องตกหลุมรักเข้าให้ อีกทั้งยังมีโซนสวนสัตว์เปิดให้เราได้สัมผัสน้องๆ อย่างใกล้ชิดอีกด้วย

  1. สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์กลางในเมืองนครราชสีมา มีพื้นที่กว่า 545 ไร่ และมีมานานกว่า 20 ปี อุดมสมบูรณ์ด้วยสัตว์นานาพันธุ์กว่า 1,800 ตัว  โดยไฮไลท์ของสวนสัตวืแห่งนี้อยู่ที่ The Big Five หรือ 5 สัตว์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งแอฟริกันบนทุ่งหญ้าสะวันน่า  อันได้แก่  สิงโต  เสือดาว – เสือดำ  ช้างแอฟริกา  แรดขาว  และความป่าแอฟริกัน แถมยังมีสวนน้ำให้เล่นกันอีกด้วย 
  2. สวนสัตว์เชียงใหม่

มาต่อกันที่หมู่เฮาจาวเหนือด้วยสวนสัตว์เชียงใหม่ ตั้งอยู่บริเวณทางขึ้นดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่ ที่มีสัตว์หลายสายพันธุ์ ให้ทุกคนได้ตื่นตา ตื่นใจอย่าง นกกระจอกเทศ นกยูง เสือโคร่ง กวางป่า ฮิปโปเตมัส ช้าง หมี ยีราฟ และที่ขาดไปไม่ได้นั่นก็คือ แพนด้า ที่เป็นไฮไลท์ของที่นี่เลย ทั้งยังมีการแสดงสัตว์มากมาย ให้น้องๆหนูๆได้ตื่นตาตื่นใจอย่างแน่นอน 

3. The Bonanza Exotic Park

อีกหนึ่งสวนสัตว์น่าไปมากๆ  แต่ละจุดเค้าออกแบบให้น้องๆทั้งหลายได้อยู่แบบใกล้ชิดพอตัวเลย รวมทั้งยังจะมีสัตว์หายากหลายอย่างอย่างสิงโตเผือก จิงโจ้แคระสีขาว อัลปาก้า หรือจะเป็นโซนยีราฟที่เรียกด้วยอาหารก็ตามมาเป็นพรวน ถ้าชอบน้สิงโตก็สามารถให้อาหารภายใต้การดูแลของเจ้าหน้าที่ก็ได้

ทริปเอาท์ดอร์เก๋ๆ กับ 3 ชายหาดสีชมพู

Pink Beach

เบื่อแล้วสีฟ้า อยากออกไปหาสีชมพู ประโยคนี้ไม่ได้มาเล่นๆ นะ เพราะบทความนี้เราจะพาทุกคนออกจากเซฟโซนทะเลสีฟ้าใส ที่เคยเห็นมาตั้งแต่วัยเยาว์ ไปหาทะเลสีชมพูพิ้งค์ น่ารักสดใสกัน กับเอาท์ดอร์เก๋ๆ กับ 3 ชายหาดสีชมพู รับรองว่าถ้าอ่านจนจบคุรต้องรีบแพคกระเป๋าเตรียมไปเยือนเหล่าชายหาดสีชมพูนี้กันอย่างแน่นอน ฉะนั้น เราอย่ามามัวเสียเวลา เราไปเที่ยว ตะลอนหาชายหาดสีชมพูละลานตากันเลย

รวมทริปเอาท์ดอร์เก๋ๆ กับ 3 ชายหาดสีชมพู

  • เอาท์ดอร์เก๋ๆ กับ 3 ชายหาดสีชมพูแห่งที่ 1 คือ Tangsi Beach ที่อินโดนีเซียกับ Tangsi Beach หรือที่แปลว่า “ชายหาดสีชมพู” (Pink Beach) ที่นี่จะตั้งอยู่ตรงทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะ Lombok ที่อยู่ข้างๆ เกาะบาหลี (Bali) รายล้อมไปด้วยทัศนียภาพสุดอลังของ ภูเขา Mount Rinjani นั่นเอง หาดทรายที่ Tangsi Beach นั้นมีสีชมพูสวยเด่นเป็นอย่างมาก เห็นแล้วไม่น่าเชื่อว่าจะมีชายหาดสีชมพูขนาดนี้อยู่บนโลก แถมยังเป็นจุดดำน้ำตื้นที่ดีมากๆ ด้วย เพราะนอกจากน้ำจะใสกิ๊งแล้ว ยังมีแนวปะการังอยู่ใกล้ๆ กับชายหาดเลยแหละ หรือใครอยากจะไปนั่งเล่นกับทรายสีชมพูริมหาดก็ชิลดีเหมือนกัน
  • เอาท์ดอร์เก๋ๆ กับ 3 ชายหาดสีชมพูแห่งที่ 2 คือ Pink Sand Beach ไปกันต่อที่ Tikehau เกาะปะการังที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของ Tahiti โอบล้อมน้ำทะเลสีมรกตแสนสวยเอาไว้ หากไปเดินเล่นบนชายหาด เราจะพบกับหาดทรายสีขาวอมชมพูตัดกับน้ำทะเลอย่างลงตัว ไม่เพียงเท่านี้ ที่นี่ยังเป็นแหล่งของ ปลากระเบนนก ฉลามสีเทา เต่าทะเล และโลมาด้วยนะ ถ้าโชคดีก็อาจจะได้พบน้องๆ ระหว่างกันไปดำน้ำตื้นและดำน้ำลึกด้วยนะ
  • เอาท์ดอร์เก๋ๆ กับ 3 ชายหาดสีชมพูแห่งที่ 3 คือ Great Santa Cruz Island – Great Santa Cruz Island เกาะสวยที่อยู่ห่างจากเมือง Zamboanga ประเทศฟิลิปปินส์ เพียง 15 นาทีเท่านั้น ที่นี่เองที่เราจะได้พบกับหาดสีชมพูอ่อนทอดยาวไปกับน้ำทะเลสีสวย สนุกสนานไปกับกิจกรรมต่างๆ รอบเกาะ ไม่ว่าจะเป็น ผจญภัยสู่ป่าชายเลน สำรวจสิ่งมีชีวิตและสภาพป่าที่อุดมสมบูรณ์ นั่งเรือชมวิว และว่ายน้ำในลากูน บรรยากาศแสนสดใส และวิวสวยๆ ทำให้ที่นี่กลายเป็นหนึ่งในชายหาดที่ดีที่สุดในฟิลิปปินส์

อย่างไรก็ตามชายหาดสีชมพูยังมีอีกมากมายหลายแห่งบนโลกเลยทีเดียว ฉะนั้น บทความหน้าเราจะพาไปเอาท์ดอร์ที่ชายหาดสีชมพูแห่งไหน ก็อย่าลืมมาติดตามกันต่อด้วยนะ รับรองว่าสวยงามน่าไปสุดๆ อีกเช่นเคย !

จุดกางเต็นท์ในอุทยานแห่งชาติที่คุณควรไป 

Campsites in the national park

ในช่วงปลายฝนต้นหนาวแบบนี้ หลายคนคงมีแพลนจะไปกางเต็นท์ เที่ยวชมธรรมชาติ นอนป่า เดินเขากันใช่ไหม แต่มันติดตรงที่ไม่รู้จะไปที่ไหนดี เพราะอุทยานในประเทศไทย มีเยอะเหลือเกิน ไม่รู้ว่าจะต้องไปที่ไหนดี วันนี้เราเลยเตรียมจุดกางเต็นท์ในอุทยานแห่งชาติของประเทศไทยมาฝาก 

5 จุดกางเต็นท์ในอุทยานแห่งชาติ ประเทศไทย

1. อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

ประเดิมที่แรกที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เป็นมรดกทางธรรมชาติของโลก และเป็นบริเวณที่ใหญ่ที่สุดสำหรับสัตว์ป่า ครอบคลุมพื้นที่ใน 4 จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา, ปราจีนบุรี, นครนายก และสระบุรี พื้นที่นี้อุดมสมบูรณ์ด้วยป่าไม้ที่หลากหลายชนิดและสัตว์ป่า นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งกำเนิดของลำธารหลายสาย มันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เหมาะสำหรับผู้ที่รักความสงบสุขของธรรมชาติ สำหรับการตั้งเต็นท์ที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ที่ลานกางเต็นท์ลำตะคอง ลานกางเต็นท์จุดชมวิวเขาร่ม ผากล้วยไม้ และผากระดาษ

2. อุทยานแห่งชาติภูกระดึง

อุทยานแห่งชาติภูกระดึงคือสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่คนไทย มันตั้งอยู่ในจังหวัดเลย สภาพอากาศบนภูกระดึงเย็นสบายตลอดทั้งปี และในช่วงวันหยุดยาวเป็นที่นิยมในการเดินขึ้นไปพักผ่อน ชมวิว และเห็นพระอาทิตย์ขึ้น บนเส้นทางขึ้นภูกระดึงจะร่วมรายรอบไปด้วยต้นไม้ที่หลากหลายชนิด เมื่อเดินขึ้นไปถึงด้านบนคุณจะพบกับลานกางเต็นท์และร้านค้าต่าง ๆ รวมถึงร้านอาหารที่ครบครัน ทำให้การเที่ยวเป็นเรื่องสะดวกและสบาย ถ้าคุณยังไม่แน่ใจว่าจะเดินทางไปกางเต็นท์ที่ไหน ภูกระดึงก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจอีกทางหนึ่ง

3. อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง

อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวงมีลักษณะและธรรมชาติที่คล้ายกับทุ่งหญ้าสะวันนา ด้วยเหตุนี้ มีผู้เปรียบเทียบว่าเป็น “ทุ่งหญ้าสะวันนาเมืองไทย” อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวงราบครอบคลุมพื้นที่ใน 2 จังหวัดคือ เพชรบูรณ์ และ พิษณุโลก มีสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่ง เช่น น้ำตกแก่งโสภา น้ำตกซอนโสม ถ้ำเดือน-ดาว ถ้ำพระวังแดง สะพานสลิง ทุ่งโนนสน เขาร่องเรือตาหมื่น เป็นต้น แต่ในช่วงสถานการณ์โควิด บางสถานที่ท่องเที่ยวอาจไม่เปิดให้เข้าชม แต่ยังมีที่พักและพื้นที่กางเต็นท์ที่ให้บริการ นักท่องเที่ยวสามารถไปพักหรือกางเต็นท์เพื่อเพลิดเพลินและพักผ่อนกับธรรมชาติ

4. อุทยานแห่งชาติถ้ำสะเกิน

อยู่ในพื้นที่ของอำเภอสองแคว ระยะทางประมาณ 120 กิโลเมตรจากตัวเมืองน่าน ที่นี่เต็มไปด้วยอีกหลายสิ่งที่น่าสนใจ เช่น ป่าที่รวยไปด้วยความสมบูรณ์ ถ้ำที่ใหญ่มาก น้ำตกที่งดงาม และจุดชมทะเลหมอก ป่าที่นี่เป็นป่าดิบบนเนินเขา มีพันธุ์ไม้หลากหลาย เช่น พญาไม้ นางพญาเสือโคร่ง มะขามป้อมดง สนสามพันปี อบเชย และกฤษณา เป็นต้น สำหรับนักท่องเที่ยวที่หลงใหลในธรรมชาติแนบแน่นไม่ควรพลาดที่นี่ เพราะนอกจากมีจุดกางเต็นท์ ที่นี่ยังมีบ้านพักที่ให้บริการ

5. อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน

ตั้งอยู่ในจังหวัดเพชรบุรี นี่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่นิยมและเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง จุดเด่นของการเดินทางมีสิ่งสำคัญอย่าง เขื่อนแก่งกระจาน และชมวิวที่สวยงามจากพะเนินทุ่ง อีกทั้งยังมีแหล่งชมผีเสื้อและแคมป์บ้านกร่าง (สำหรับช่วงกลางเดือนเมษายนถึงมิถุนายน) ครัวร้านต้นไม้ใบหญ้าที่อร่อย น้ำตกทอทิพย์ และน้ำตกปราณบุรี อาทิเช่นนี้

ด้วยความหลากหลายของจุดท่องเที่ยวทั้งหลาย การมาเที่ยวที่นี่เป็นที่น่าสนใจสำหรับครอบครัว สามารถนำครอบครัวมาเที่ยว และสนุกสรรค์ความอร่อยพร้อมกับชมวิวทิวทัศน์ได้อย่างเต็มที่ สำหรับอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน นี่คือสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมตลอดทั้งปี 

รวมวัดที่ต่างชาติต้องมาเยือนเมื่อมากรุงเทพมหานคร

Temples foreigners must visit

สานบุญ มาทางนี้ เพราะบทความนี้เราจะพาเพื่อนๆ ไปทำกิจกรรมเอาท์ดอร์แบบสายบุญสายใจกันกับวัดดังและศักดิ์สิทธิ์ในกรุงเทพมหานคร ซึ่งวัดดังและศักดิ์สิทธิ์ในกรุงเทพมหานครจะมีวัดใดบ้างนั้น ตามมาดูกันเลย

รวมวัดที่ต่างชาติต้องมาเยือนเมื่อมากรุงเทพมหานคร

  • วัดที่ต่างชาติต้องมาเยือนเมื่อมากรุงเทพมหานคร วัดที่ 1 คือ วัดอรุณราชวราราม วัดอรุณราชวรารามราช วรมหาวิหาร หรือ วัดแจ้ง เป็นวัดโบราณ ที่สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาค่ะ เดิมเรียกว่า วัดมะกอกนอก ในสมัยรัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าให้อัญเชิญพระบรมราชสรีรางคารของรัชกาลที่ 2 มาบรรจุที่พุทธอาสน์ของพระพุทธธรรมมิศรราชโลกธาตุดิลก พระประธานในอุโบสถวัดอรุณ และพระราชทานนามวัดใหม่ว่า วัดอรุณราชวราราม ความสวยงาม และโดดเด่นของวัดอรุณฯ ก็คือ พระปรางค์วัดอรุณฯ ค่ะ ซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นพระปรางค์สถาปัตยกรรมไทย และมีขนาดใหญ่ สูงจากฐานถึงยอด 81.85 เมตรเลยทีเดียว
  • วัดที่ต่างชาติต้องมาเยือนเมื่อมากรุงเทพมหานคร วัดที่ 2 คือ วัดโพธิ์ ท่าเตียน วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร หรือ วัดโพธิ์ ท่าเตียน สร้างมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาค่ะ เป็นวัดเก่าแก่และ เป็นวัดประจำรัชกาล 1 อีกด้วย เนื่องจากในสมัยรัชกาลที่ 1 ได้มีการสถาปนาวัดนี้ใหม่ โดยโปรดเกล้าให้สร้างพระอุโบสถ พระระเบียง พระวิหาร และบูรณะวัดนั่นเอง ภายในพระวิหาร ยังประดิษฐาน พระพุทธไสยาสน์ ซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศไทยอีกด้วยค่ะ โดยมีลักษณะพิเศษคือ มีประดับมุกภาพมงคล 108 ประการที่พระบาท เป็นที่สักการะขอพรของคนไทย
  • วัดที่ต่างชาติต้องมาเยือนเมื่อมากรุงเทพมหานคร วัดที่ 3 คือ วัดภูเขาทอง วัดสระเกศ วัดสระเกศ เป็นวัดโบราณในสมัยกรุงศรีอยุธยา ต่อมาจึงได้รับการบูรณะในสมัยรัชกาลที่ 1 ค่ะ ภายในวัดยังเป็นที่ตั้งของ พระบรมบรรพต หรือ ภูเขาทอง ซึ่งเป็นเจดีย์บนภูเขาจำลอง สร้างในสมัยของรัชกาลที่ 3 โดยทรงให้เป็นพระปรางค์มีฐานย่อมุมไม้สิบสอง แต่ยังไม่ทันแล้วเสร็จ จนเถึงสมัยรัชกาลที่ 4 จึงทรงให้เปลี่ยนแบบเป็นภูเขา ก่อพระเจดีย์ไว้บนยอด และเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ทำให้ยอดเจดีย์สีทองสวยงาม ส่องสว่างเห็นได้แต่ไกล จนเรียกได้ว่าที่นี่เป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของกรุงเทพฯ ก็ว่าได้

และทั้งหมดทั้งมวลนี้ ก็คือ วัดที่ต่างชาติต้องมาเยือนเมื่อมากรุงเทพมหานคร ทั้ง 3 วัดที่เรานำมาฝากกันในบทความนี้นั่นเอง ทั้งนี้ หากเพื่อนๆ ท่านใดได้ไปเยือนมาแล้ว ก็อย่าลืมมาแชร์ความรู้สึก หรือมาเชิญชวนเพื่อนๆ ท่านอื่นไปวัดเหล่านี้กันด้วยนะ