รวมที่เที่ยวเอาท์ดอร์ ที่แทบแยกไม่ออกเลยว่าจีนหรือไทย ?

Nature travel in Thailand

เอ๊ะ นี่เราอยู่ประเทศไหนกันแน่ จีนหรือไทย ไทยหรือจีน รับรองเลยว่าคนที่อ่านบทความนี้ต้องมีสับสนงุนงงกันบ้างล่ะ กับ 3 ที่เที่ยวที่เรานำมาฝากกันในบทความนี้ เพราะ 3 ที่เที่ยวที่เรานำมาฝากกันในบทความนี้เป็นที่เที่ยวที่แทบจะ Copy กันมาเลย แหม อ่านมาถึงตรงนี้ คงอยากรู้แล้วล่ะสิว่า 3 ที่เที่ยวที่เรานำมาฝากกันในบทความนี้จะมีอะไรบ้างนั้น ต้องตามมาดูกันเลย

รวมที่เที่ยวเอาท์ดอร์ ที่แทบแยกไม่ออกเลยว่าจีนหรือไทย ?

  • ที่เที่ยวเอาท์ดอร์ที่เหมือนยกเมืองจีนมาไว้ที่เมืองไทย : อุทยานมังกรสวรรค์ พิพิธภัณฑ์ลูกหลานพันธุ์มังกร ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง สุพรรณบุรีเหมือนเปิดวาร์ปเข้าไปในเมืองจีนกันที่ อุทยานมังกรสวรรค์ ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสุพรรณบุรี ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ๆ หมู่บ้านมังกรสวรรค์ นั่นเองค่ะ ที่นี่เป็นสถานที่รวมความศรัทธาของชาวไทยเชื้อสายจีนค่ะ หลายๆ คนเชื่อว่า หากได้มากราบไหว้แล้ว จะนำมาซึ่งโชคลาภ ความร่ำรวย ความสำเร็จ และความสุข
  • ที่เที่ยวเอาท์ดอร์ที่เหมือนยกเมืองจีนมาไว้ที่เมืองไทย : ไชน่าทาวน์ ศาลายา Chinatown Salaya นครปฐม อยากเที่ยวไชน่าทาวน์ ไม่ต้องไปไกลถึงเมืองจีน ตามเรามาปักหมุดชิลที่ ไชน่าทาวน์ ศาลายา นครปฐม ก็ได้กลิ่นอายของไชน่าทาวน์ที่อัดแน่นด้วยสถาปัตยกรรมแบบจีนได้แล้วค่ะ แถมยังมีมุมให้ได้ถ่ายรูปสวยๆ ทั้ง ซุ้มประตูจีนทางเข้า ที่มีขนาดใหญ่ถึง 24 เมตร ถือเป็นซุ้มประตู จีนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ขนาบข้างด้วยสิงห์คู่ซึ่งเป็นสัตว์มงคลช่วยเรียกโชคลาภ ความเจริญรุ่งเรือง สะพานต่ออายุ ที่จำลอง แบบมาจาก Repulse Bay ของเกาะฮ่องกง ตามความเชื่อที่ว่าการข้ามสะพาน 1 ครั้งเท่ากับต่ออายุได้ 3 วันอีกด้วย
  • ที่เที่ยวเอาท์ดอร์ที่เหมือนยกเมืองจีนมาไว้ที่เมืองไทย : เยาวราช ไชน่าทาวน์ กรุงเทพฯ ที่เที่ยวอีกที่ที่ได้ชื่อว่า ไชน่าทาวน์ เมืองไทย ต้องเช็คอินก็คือ เยาวราช นี่เองค่ะ ที่นอกจากจะเต็มไปด้วยศาลเจ้า วัดจีน ต่างๆ มากมายหลายแห่งแล้ว ยังมีร้านอาหารแนวสตรีทฟู้ดที่มีให้เลือกอิ่มอร่อยกันแบบตลอดเส้นทาง อีกทั้งยังเป็นแหล่งที่ตั้งของร้านขายทอง และร้านค้าวัตถุดิบต่างๆ ของประเทศจีนที่หายากอีกด้วย

และทั้งหมดทั้งมวลนี้ คือ 3 ที่เที่ยวที่เหมือนยกเมืองจีนมาไว้ที่เมืองไทย ไหน ใครเคยไปปักหมุดที่ไหนกันมาบ้าง มาแชร์ความคิดเห็นความชอบกันได้นะ และที่สำคัญ อย่าลืมมาป้ายยาที่เที่ยวที่น่าสนใจอื่นๆ ให้เพื่อนๆ ได้ไปตามกันด้วย

กิจกรรมที่ห้ามพลาดเมื่อไปเขาใหญ่

Khao Yai

เขาใหญ่ เป็นอีกหนึ่งที่ที่อยากจะให้ทุกคนปักหมุดต้องไปให้ได้สักครั้งในชีวิต เพราะที่นี่จะให้คุณได้สัมผัสอากาศและธรรมชาติแบบเต็มปอด ความสวยงามของธรรมชาติป่าไม้มาเต็ม จะเที่ยวน้ำตก ดูสัตว์ หรือถ่ายรูปชิลล์ๆ รวมถึงมีที่พักดีๆ สวยๆ มากมายที่จะช่วยฮีลใจ และให้คุณได้พักผ่อนกันอย่างเต็มที่ เหมือนได้มาชาร์จแบตหลังจากที่ทำงานมาอย่างเหน็ดเหนื่อยนั่นเอง วันนี้เราจะชวนทุกคนมาดูกิจกรรมที่ห้ามพลาดเมื่อไปเขาใหญ่มาฝากกันเลย

1. กิจกรรม Adventure ที่ไร่ทองสมบูรณ์คลับ

กิจกรรม Adventure เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่หลายคนชื่นชอบอย่างมากเมื่อต้องไปเขาใหญ่ โดยเฉพาะที่ไร่ทองสมบูรณ์คลับ ที่มีกิจกรรมมากมายได้แก่  ขี่ม้า สกีบก กระเช้าลอยฟ้า ขี่โกคาร์ท และอื่นๆ อีกมากมาย ให้เพื่อนๆ ได้ทำกิจกรรมสนุกๆ ไปพร้อมกับอากาศบริสุทธิ์จากแหล่งโอโซนอันดับ 7 ของโลก สามารถไปกับเพื่อน ไปกับแฟน หรือไปกับครอบครัวก็สามารถร่วมสนุกกับกิจกรรมต่างๆ ได้เป็นอย่างดี

2. ทัวร์ Bonanza KhaoYai

โบนันซ่า เป็นอีกหนึ่งที่เมื่อพูดถึงเขาใหญ่แล้วจะต้องนึกถึงกันอย่างแน่นอน นอกจากกิจกรรมท้าทายมากมายเช่น ปีนหน้าผา ไล่ล่าคู่ต่อสู้ในสนาม BB Gun หรือ ขับ ATV มันส์ๆในสนามวิบากแล้วนั้น เรายังสามารถเดินกินลมชมวิว ทักทายสัตว์นานาชนิดที่ Bonanza Exotic Zoo ได้ด้วยนะ ยังไม่พอที่นี้ยังเขายังมีกิจกรรมเอาใจนักกีฬา เช่น ไดร์กอลฟ์ และพายเรืออีกด้วย

3. เล่นสวนน้ำที่ Scenical World

ดินแดนมหัศจรรย์ ที่มีทั้งสวนสนุก และสวนน้ำสุดทันสมัย โดยไฮไลท์ของสถานที่แห่งนี้คือ บอลลูนยักษ์ชมวิวเขาใหญ่แบบ 360 องศาที่ “Life Park” รวมไปถึงเครื่องเล่นต่างๆ ที่เอาใจทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าจะสายลุยหรือสายชิล จะเด็กหรือผู้ใหญ่ มาเป็นครอบครัว เป็นคู่ หรือแก๊งเพื่อน ก็สามารถมาจอยกับดินแดนมหัศจรรย์แห่งนี้ได้อย่างเต็มที่

4. ฟาวน์เท่น ทรี รีสอร์ท

เอาใจสายแอดเวนเจอร์อีกครั้งที่ฟาวน์เท่น ทรี รีสอร์ท ที่นี่มีกิจกรรมแบบทั้งบนบก และในน้ำให้ได้มาลองฝีมือแข่งขันกับเพื่อน ๆ มากมาย เช่น ยิงธนู, ยิงปืนในสนามเพนท์บอล, ขับโกคาร์ทและรถบั๊มคอมแบท อีกทั้งยังมีกิจกรรมโดดหอให้พิสูจน์ความกล้าเหมือนตอนสมัยเป็นลูกเสือกันไปเลย

5. พายเรือที่ KhaoYai Paradise on Earth

ถ้าอยากมีโมเม้นท์ ชิวๆ เอื่อยๆ แบบสโลว์ไลฟ์หน่อยๆ ก็ขอแนะนำที่นี้เลย เพราะโลเคชั่นของที่นี้เขาตั้งอยู่ใกล้กับอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่และน้ำตก กิจกรรมที่นี้จึงเน้นทางน้ำ ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย เช่น เล่นน้ำตกและพายเรือคายัค จะรีแลกซ์เปรียบดั่งเหมือนอยู่บนสวรรค์จริงๆรึป่าวนะ ต้องไปลองแล้วหละ

จุดเช็คอินที่ห้ามพลาดบนภูกระดึง

Phu Kradueng

นักท่องเที่ยวสายแอดเวนเจอร์คงไม่มีใครที่จะไม่รู้จักกับภูกระดึง จ.เลย เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเดินป่าศึกษาธรรมชาติที่มีความสวยงาม หลายคนชื่นชอบการเดินขึ้นเพื่อไปพิชิตใจที่ยดภูกระดึง ซึ่งนอกจากการเดินป่าทั่วไปแล้ว บนยอดภูกระดึงนั้นมีจุดให้เช็คอินมากมาย จะมีจุดไหนน่าสนใจบ้าง ไปดูกันเลย

1. หลังแป

เป็นจุดเหยียบสัมผัสแรกบนยอดภูกระดึง ซึ่งต้อนรับเราด้วยป้าย “ครั้งหนึ่งในชีวิต เราคือผู้พิชิตภูกระดึง” หนึ่งในป้ายแหล่งท่องเที่ยวต้องห้ามพลาด เพราะมันมีความหมายและคุณค่าต่อผู้ที่ดั้นด้นเดินขึ้นมาเป็นอย่างยิ่ง

2. สระอโนดาต

เดินจากวังกวางไปประมาณ 3 กิโลเมตร ก็จะถึงสระอโนดาตมีลักษณะเป็นสระน้ำขังคล้ายบึง มีธารน้ำผ่านไหลไปตามร่องหิน ถือแหล่งน้ำที่สำคัญของสัตว์ป่าบนภูกระดึง โดยเฉพาะในหน้าแล้ง เพราะจะมีน้ำขังอยู่ตลอดปี สิ่งที่สร้างบรรยากาศให้สระแห่งนี้คือดงสนที่แวดล้อมอยู่รอบๆ ถ้าคุณไปในตอนเย็น เมื่อแสงสีทองอาบต้นสนที่มองไปแล้วสวยงามมากๆ 

3. ผานกแอ่น

ขึ้นมาถึงภูกระดึงแล้วจะพลาดชมพระอาทิตย์ได้อย่างไร กิจกรรมที่นักท่องเที่ยวนิยมทำมากที่สุดก็คือมาชมพระอาทิตย์ขึ้นที่ผานกแอ่น บรรยากาศในตอนเช้าจะปกคลุมไปด้วยทะเลหมอกที่กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ตัดกับแสงของดวงอาทิตย์ที่ค่อยๆโผล่พ้นออกมา เป็นสัญญาณเริ่มต้นวันใหม่ที่สดชื่นและงดงามจนไม่อยากละสายตาเลยทีเดียว

4. ตามหาใบเมเปิ้ลแดง

บริเวณยอดภูกระดึงจะมีน้ำตกมากมาย  ได้แก่ น้ำตกวังกวาง น้ำตกเพ็ญพบใหม่ น้ำตกโผนพบ น้ำตกเพ็ญพบ น้ำตกถ้ำใหญ่ และผ่านองค์พระพุทธเมตตา โดยสามารถเดินเป็นวงรอบได้ นอกจากน้ำตกสวยๆ ที่มีหลายแห่งแล้ว ยังมีต้นเมเปิล ซึ่งในช่วงปลายเดือน ธ.ค.-ม.ค. ใบเมเปิลจะเปลี่ยนเป็นสีแดงโดยพร้อมเพรียงกัน

5. ป่าสน

จุดเด่นของภูกระดึงคือทุ่งหญ้าและป่าสน ซึ่งมีทั้ง สน 2 ใบ และ สน 3 ใบ สามารถพบเห็นขึ้นกระจายตัวอยู่ทั่วไป โดยตามริมผาจะมีต้นสนขึ้นประดับในองค์ประกอบ นอกจากนี้ในเส้นทางเดินเลียบผา หรือ เส้นทางวังกวาง-สระอโนดาต-ผาหล่มสัก ก็มีป่าสนยืนต้นตระหง่านโดดเด่นให้โพสต์ท่าถ่ายรูปกันอย่างเพลิดเพลิน

6. ผาหล่มสัก

ผาหล่มสัก มีลักษณะเป็นลานหินกว้าง มีชะง่อนผาหรือแท่นหิน ยื่นแหลมออกไปจากแผ่นดินแนวผา พร้อมทั้งมีต้นสนเดียวดายยืนเด่นทระนงเคียงคู่ นับเป็นองค์ประกอบที่ธรรมชาติสร้างสรรค์ได้อย่างลงตัวและเป็นไฮไลท์สำคัญที่ถ่ายแล้วก็จะรู้ว่าเป็นภูกระดึง

ชวนเที่ยวมรดกโลกในไทย

World Heritage Sites in Thailand

แหล่งมรดกโลก เป็นพื้นที่หรือภูมิสัญลักษณ์ที่ได้รับคัดเลือกจากยูเนสโก เพราะมีลักษณะสำคัญทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ หรือด้านอื่น และได้รับความคุ้มครองทางกฎหมายตามสนธิสัญญา สถานที่เหล่านี้ถือว่าสำคัญต่อประโยชน์โดยรวมของมนุษยชาติ ในปัจจุบันนี้มีแหล่งมรดกโลกทั้งหมด 1,199 แหล่ง ใน 168 ประเทศทั่วโลก และในบ้านเราก็มีแหล่งมรดกโลกด้วย วันนี้จะชวนทุกคนไปเยี่ยมชมมรดกโลกในไทยกันเลย

1. นครประวัติศาสตร์ พระนครศรีอยุธยา

นครประวัติศาสตร์ พระนครศรีอยุธยา ได้ขึ้นทะเบียนมรดกโลกในปี ค.ศ.1991 มีขอบเขตเนื้อที่ถึง 1,810 ไร่ ที่มีการปรากฎของซากปรักหักพังของสิ่งก่อสร้างต่างๆ ทั้ง พระปรางค์ และอารามขนาดใหญ่ แสดงถึงความงดงามและความเจริญรุ่งเรืองในอดีตของอาณาจักรอยุธยาได้เป็นอย่างดี ที่นี่มีโบราณสถานสำคัญมากมายทั้ง พระราชวังโบราณ วัดเก่าแก่ สวน หมู่บ้าน และอื่นๆ ทำให้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโก

2. เมืองประวัติศาสตร์สุโขทัยและเมืองบริวาร

ขึ้นทะเบียนมรดกโลกในปี ค.ศ.1991 โดยสุโขทัยเป็นเมืองหลวงแห่งแรกของชาวสยามในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 13 และ 14 สิ่งก่อสร้างจำนวนมากแสดงถึงจุดเริ่มต้นของสถาปัตยกรรมไทย ประกอบด้วยอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ศรีสัชนาลัย และกำแพงเพชร  ที่ปรากฏหลักฐานร่องรอยของอารยธรรมอันรุ่งเรืองในอดีต สะท้อนให้เห็นภาพของอาณาจักรสุโขทัยเมื่อครั้งเริ่มก่อตั้งบ้านเมืองในฐานะรัฐอิสระ จนกลายเป็นรัฐสำคัญของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

3. แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง จ.อุดรธานี

เป็นแหล่งอารยธรรมสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่มีความโดดเด่นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นตัวแทนวิวัฒนาการด้านวัฒนธรรมสังคม และเทคโนโลยีที่มีความเจริญรุ่งเรืองสืบทอดยาวนานกว่า 5,000 ปี ในช่วงเวลาระหว่าง 3,600 ปีก่อนคริสต์ศักราช ถึงคริสต์ศักราช 200 แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อปีพุทธศักราช 2535 จากการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 16 ที่เมืองแซนตาเฟ ประเทศสหรัฐอเมริกา

4. เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่ – ห้วยขาแข้ง จังหวัดกาญจนบุรี ตาก และอุทัยธานี

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรและห้วยขาแข้ง มีพื้นที่รวมประมาณ 6,222 ตารางกิโลเมตร หรือ 3,888,750 ไร่ นับเป็นผืนป่าอนุรักษ์ขนาดใหญ่ของประเทศ ที่เป็นตัวแทนแสดงลักษณะทางชีววิทยาที่สำคัญของผืนป่าในแผ่นดินใหญ่ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นแหล่งรวมของความหลากหลายทางชีวภูมิศาสตร์ถึง 4 เขต คือ อินโด-หิมาลายันทันดา อินโด-เบอร์มิส และ อินโดจีน โดยเป็น แหล่งมรดกโลกทางธรรมชาติแห่งแรกของประเทศไทย ขึ้นทะเบียนมรดกโลกในปี ค.ศ.1991

5. กลุ่มป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ 

ขึ้นทะเบียนมรดกโลกในปี ค.ศ.2005 เป็นผืนป่าตะวันออกที่มีพื้นที่รวมราวๆ 6,155 ตารางกิโลเมตร ค่ะ ซึ่งประกอบด้วยอุทยานแห่งชาติ 4 แห่ง และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอีก 1 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ถึง 6 จังหวัด คือ นครราชสีมา สระบุรี นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว และบุรีรัมย์ เป็นผืนป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ และมีความหลากหลายทางชีวภาพที่สูงมากๆ ด้วยความเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของชนิดสัตว์และพันธุ์พืชที่หายากนานาชนิด ทำให้ทางยูเนสโกขึ้นทะเบียนเป็น เป็นแหล่งมรดกโลกทางธรรมชาติในปี ค.ศ.2005 นั่นเอง 

ชี้เป้าพิกัดเล่นซิปไลน์ท้าท้ายความหวาดเสียว

Go ziplining

อย่างที่เรารู้กันดีว่ากิจกรรมแอดเวนเจอร์ในปัจจุบันนั้นได้รับความนิยมอย่างมาก ซึ่งเป็นความท้าทายที่จะทำให้เราด้เปิดมุมมองประสบการณ์ใหม่ๆ อย่างการเล่นซิปไลน์นี้ แม้ว่าจะหวาดเสียวแต่จะทำให้เราได้เห็นวิวทิวทัศน์แบบ Bird eye view ที่รับรองว่าจะต้องไม่เคยเห้นที่ไหนมาก่อน และส่วนใหญืแล้วกิจกรรมซิปไลน์มักจะอยู่ในพื้นที่ที่มีธรรมชาติที่สวยงาม จะทำให้เรารู้สึกตื่นตาตื่นใจจนเกิดความกลัวไปเลย ดังนั้นวันนี้เราจะขอมาชี้เป้าพิกัดเล่นซิปไลน์ในไทยมาฝากเหลล่านักผจญภัยไปลองเล่นกันเลย

1. Flight of the Gibbon Chonburi

ชวนมาโหนสลิงกลางป่าที่เขตคุ้มครองสัตว์ป่าเชาชมภู่ ขึ้นชื่อว่าเป็นสถานที่ซิปไลน์ที่สูงที่สุดในประเทศไทย และมีความยาวมากกว่า 300 เมตร พร้อมเจ้าหน้าที่ให้ความรู้เรื่องการอนุรักษ์สัตว์ป่าพืชพรรณ และคอยดูแลเรื่องความปลอดภัยอย่างละเอียดตลอดการผจญภัย รับรองเลยว่าคุรจะต้องสนุกสนานและได้ชื่นชมธรรมชาติที่สมบูรณ์มากๆ เปิดประสบการณ์ใหม่ที่น่าประทับใจสุดๆ 

2. TREE TOP ADVENTURE PARK

ใครที่ชื่นขอบกิจกรรมท้าทายกึ่งผจญภัยต้องมาลองซักครั้ง เพราะที่นี่มีกิจกรรมแอดเวนเจอร์สนุกๆให้ได้ทำเพียบ เริ่มจากการไต่บันไดลิง โหนเชือกแบบทาร์ซาน หรือจะเป็นการชักรอกลอยฟ้าก็มีให้สนุกเช่นกัน เห็นกิจกรรมเสี่ยงๆแบบนี้ไม่ต้องกังวลเรื่องความปลอดภัยไป เพราะที่นี่มีเจ้าหน้าที่คอยแนะนำให้อย่างใกล้ชิด เรียกว่าไปสนุกได้ทั้งรุ่นเล็ก รุ่นใหญ่เลยทีเดียว

3. Flying Squirrels Zip Line 

ขึ้นเหนือไปชมป่าที่สมบูรณ์ชุ่มฉ่ำแบบสุดๆ ที่เชียงใหม่กับกิจกรรมโฟนเชือกซิปไลน์ที่ 3. Flying Squirrels Zip Line Chiang Mai พบกับการผจญภัยแสนสนุกเหินเวหาราวกับกระรอกบิน พร้อมโหนสลิงโลดแล่นไปบนเส้นทางธรรมชาติความยาวกว่า 600 เมตร ชมวิวแบบพาโนรามาของ “ม่อนแจ่ม” โดยไร้สิ่งกีดขวาง พร้อมประสบการณ์ขี่จักรยานเหินเวหาสุดพิเศษที่ทั้งเด็กเล็กและผู้ใหญ่จะต้องติดใจแน่นอน

4. โป่งแยง ซิปไลน์ แอนด์ จังเกิ้ล โคสเตอร์

Pongyang Zipline & Jungle Coaster สถานที่ท่องเที่ยวแนว Adventure สำหรับผู้ที่หลงใหลในกีฬาแบบ X-tream โดย Jungle Coster จะเป็นรถไฟเหาะรางไม้ที่วิ่งผ่านป่าไม้ใหญ่อันอุดมสมบูรณ์วิวธรรมชาติสองข้างทางล้วนสวยงาม โดยมีระยะความยาวของรางรถไฟประมาณ 800 เมตร น่าสนุกและตื่นเต้นสุดๆ สายลุยต้องห้ามพลาดเลย

5. Sarika Adventure Point 

หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อเรื่องกิจกรรมท้าความเสียว ด้วยการโรยตัวจาก 4 หน้าผา 5 น้ำตกในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ และกิจกรรมอีกมากมายทั้ง จักรยานเสือภูเขา เพ้นท์บอล ขับรถ ATV ปีนหน้าผาจำลอง ที่ขอบอกเลยว่านักเที่ยวสายลุยตัวจริงไม่ควรพลาดเลย 

อยากลองเปิดประสบการณ์แอดเวนเจอร์ใหม่ๆ ก้ลองไปตามพิกัด เพื่อไปโหนสลิงเล่นซิปไลน์ นอกจากจะได้ความสนุกสนานท้าทายแล้วยังได้ชมความงามของธรรมชาติแบบที่ไม่เคยเห็นอีกด้วย

แชร์พิกัดทำกิจกรรมดำน้ำดูปะการังที่ทะเลอันดามัน

Snorkeling activities

ทะเลในบ้านเรานั้นมีความสวยงามอย่างมาก จนชาวต่างชาติจะต้องมาเที่ยวให้ได้สักครั้งในชีวิต โดยเฉพาะทะเลฝั่งอันดามันที่ได้ชื่อว่าเป็นทะเลที่มีความสวยงาม และสีฟ้าครามของน้ำทะเลไล่เฉดที่สวยที่สุดเลยก็ว่าได้ ช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการไปเที่ยวทะเลฝั่งอันดามันนั้น คือช่วงเดือนพฤศจิกายน-เมษายน เป็นช่วงที่ไม่มีมรสุม ท้องฟ้าเปิด ทะเลสงบ และน้ำใส เรียกว่าดำน้ำมองเห็นปะการังแบบชัดแจ๋ว ซึ่งนอกจากจะเป็นการเดินหาดเล่นน้ำทั่วไปแล้ว ที่ทะเลแห่งนี้ยังมีกิจกรรมยอดฮิตอย่าง กิจกรรมดำน้ำดูปะการัง วันนี้เราจะขอมาแชร์พิกัดทำกิจกรรมเหล่านี้กันเลย

1. หมู่เกาะสิมิลัน จังหวัดพังงา

หมู่เกาะสิมิลัน เป็นหมู่เกาะที่ได้รับการยกย่องว่ามีความสวยงามทั้งบนบกและใต้น้ำที่ยังคงความสมบูรณ์ของท้องทะเล สามารถดำน้ำได้ทั้งน้ำตื้นและน้ำลึก มีปลาหลากสีสันและหายาก รวมตลอดถึงปลาที่ชอบอาศัยอยู่ในแหล่งปะการังอีกหลายชนิด นอกจากนี้ยังมีปะการังที่มีสีสันสวยงามหลายชนิด ส่วนใหญ่เป็นปะการังน้ำลึก ได้แก่ ปะการังใบไม้ ปะการังแปรงล้างขวด ปะการังรูพรุน กัลปังหา เป็นต้น

2. หมู่เกาะลันตา จังหวัดกระบี่

อีกหนึ่งแหล่งดำน้ำที่อุดมไปด้วยธรรมชาติอันสวยงาม โดยเฉพาะบริเวณกองหินที่เรียกว่า หินม่วง หินแดง ซึ่งเป็นแหล่งปะการังอ่อนหลากสีสัน และมีสัตว์น้ำขนาดใหญ่ อย่าง วาฬ ฉลามวาฬ ส่วนหนึ่งของหมู่เกาะลันตาก็เป็นอีกหนึ่งจุดดำน้ำขึ้นชื่อ เกาะห้าเป็นเกาะหินปูนขนาดเล็ก ใต้ผิวน้ำมีถ้ำขนาดใหญ่สลับซับซ้อน หากดำน้ำอยู่ในถ้ำแล้วมองออกมาจะเห็นแสงอาทิตย์ส่องกระทบผิวน้ำลงมาสู่ใต้ทะเลเป็นภาพที่งดงามสุดๆ 

3. หมู่เกาะพีพี จังหวัดกระบี่

อีกหนึ่งเกาะที่มีความสวยงามราวกับสวรรค์บนดิน ซึ่งที่นี่จะมีเกาะเล็ก ๆ แบ่งย่อยอยู่ 6 เกาะ มีลักษณะเป็นเวิ้งอ่าวสวย ๆ ชายหาดทรายขาวนวลเนียนละเอียด น้ำทะเลฟ้าใส และที่เป็นมนตร์เสน่ห์ที่ดึงดูดนักดำน้ำทั้งมือใหม่และมือเก๋าให้มาลองแหวกว่ายไปในท้องทะเลแห่งนี้คือ แนวปะการังที่อุดมสมบูรณ์ และสัตว์น้ำทะเลมากมายให้ได้เพลิดเพลิน ทั้งฝูงปลานานาชนิด

4. หมู่เกาะตะรุเตา จังหวัดสตูล

บริเวณร่องน้ำจาบัง ที่นี่เป็นแหล่งดำน้ำตื้นชมปะการังเจ็ดสีที่สวยที่สุดจุดหนึ่ง กองหินใต้น้ำบริเวณนี้ถูกปกคลุมไปด้วยปะการังอ่อนสีชมพู สีม่วง สีฟ้า สีแดง ฯลฯ มีดอกไม้ทะเล ดาวขนนก ปะการัง ปะการังครกขนาดใหญ่ อีกทั้งยังมีฝูงปลาน้อยใหญ่แหวกว่ายให้ชมมากมาย ไม่ว่าเป็น ปลาการ์ตูน ปลานกแก้ว ปลานกขุนทอง แต่บริเวณร่องน้ำจาบังแห่งนี้เป็นร่องน้ำลึก มีกระแสน้ำไหลเชี่ยว นักท่องเที่ยวที่ดำน้ำควรมีชูชีพ และเกาะเชือกที่ผูกไว้กับเรือขณะดำน้ำ เพราะกระแสน้ำอาจพัดไปไกลจนว่ายน้ำกลับเรือไม่ไหว

และนี่ก็เป็น 4 พิกัดที่คุณสามารถไปทำกิจกรรมดำน้ำ ดูปะการังและสัตว์ทะเลหลากหลายชนิดได้ รับรองเลยว่าจะต้องตื่นตาตื่นใจอย่างแน่นอน 

ทริคเที่ยวหน้าฝนให้สนุกและปลอดภัยในคราวเดียวกัน

Traveling during the rainy season

ใครบอกว่าหน้าฝนต้องอยู่บ้าน ขอบอกว่าบางทีการเทีย่วหน้าฝนนี่ล่ะมันส์ถึงใจสายแอดเวนเจอร์เป็นที่สุด มีหลายสถานที่ท่องเที่ยวที่เปิดให้บริการในช่วงฤดูฝน อย่างสถานที่เดินป่าศึกษาธรรมชาติ ที่จะเสริมประสบการณ์การเดินป่าที่แตกต่างออกไปจากหน้าหนาวอย่างสิ้นเชิง เป็นบทพิสูจน์ต่างๆ จนทำเอาหลายคนนั้นติดใจ และมองหาสถานที่ท่องเที่ยวในช่วงฤดูฝนอีกเรื่อยๆ แต่สิ่งที่สำคัญของการเที่ยวหน้าฝนคือความปลอดภัย วันนี้เราจะมาแชร์ทริคเที่ยวหน้าฝนอย่างไรให้สนุกและปลอดภัยในคราวเดียวกัน

1. เตรียมร่างกายให้พร้อม 

สิ่งนี้เป็นสิ่งที่สำคัญกว่าสิ่งใดๆ เพราะถ้าหากร่างกายของเราเกิดป่วยในระหว่างการเที่ยวก็คงจะไม่สนุกสักเท่าไหร่ ดังนั้นเมื่อออกเดินทางในแต่ละครั้ง ควรตรวจเช็คสภาพร่างกายและเตรียมร่างกายของตัวเองให้พร้อม เพื่อป้องกันตนเองไม่ให้เจ็บป่วยระหว่างการเดินทางไปท่องเที่ยว โดยเฉพาะในการท่องเที่ยวหน้าฝนต้องระวังเป็นพิเศษ

2. เตรียมเสื้อผ้าที่เข้ากับสภาพอากาศ

ควรเลือกเสื้อผ้าที่ใส่สบาย กระฉับกระเฉง ผ้าแห้งเร็ว ที่สำคัญต้องเลือกชุดให้เหมาะกับสถานที่ท่องเที่ยวที่จะไป ในส่วนของรองเท้า ควรเลือกรองเท้าที่มีพื้นยางที่ดี สามารถเกาะพื้นถนน พื้นดินหรือหินได้เป็นอย่างดี ต้องไม่บางจนเกินไป และต้องไม่สึกหรอง่าย เพื่อช่วยลดอุบัติเหตุจากการลื่นล้มนั่นเอง

3. เตรียมอุปกรณ์กันฝนให้พร้อม

แม้ว่าเราจะเที่ยวในหน้าฝน แต่ก็ควรจะพกอุปกรณ์กันฝนไปด้วย เช่น ร่ม เสื้อกันฝน รองเท้าบู๊ทกันน้ำ รองเท้าแตะสำหรับลุยน้ำ ถุงหรือกระเป๋าที่สามารถกันฝนได้ เป็นต้น เพื่อป้องกันไม่ให้สิ่งของที่เราเตรียมไปเปียกหรือเกิดความเสียหาย

4. พกยาประจำตัวและยาสามัญที่จำเป็น

ในบางสถานที่ที่เราเดินทางไปท่องเที่ยว อาจจะไม่สามารถหาซื้อยาได้ หรือถ้าเกิดป่วยขึ้นมาระหว่างการเดินทางอาจจะลำบากในการซื้อหา ดังนั้นเราควรพกยาและเครื่องปฐมพยาบาลเบื้องต้นติดไปด้วยในการท่องเที่ยวทุกครั้ง โดยเฉพาะคนที่มีโรคประจำตัวห้ามลืมเด็ดขาด

5. ตรวจสอบยานพาหนะให้พร้อมก่อนออกเดินทาง

สำหรับคนที่ขับรถไปเที่ยวเอง ในช่วงฤดูฝนจะต้องตรวจเช็คให้ดี เพราะในช่วงหน้าฝนบนท้องถนนค่อนข้างลื่น อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย และที่สำคัญไม่ควรขับรถเร็วขณะฝนตก รวมถึงควรหลีกเลี่ยงการขับรถในตอนกลางคืน

และนี่ก็เป็นวิธีการเตรียมความพร้อมทั้งร่างกายและอุปกรณ์ก่อนออกไปท่องเที่ยวในช่วงฤดูฝน สิ่งที่อยากให้พึงระวังก็คือความประมาท แม้ว่าเราจะเคยผ่านการท่องเที่ยวที่โหดมาแล้วก็อย่าชะล่าใจ เพราะแต่ละพื้นที่นั้นแตกต่างกัน ต้องศึกษาข้อมูลให้เรียบร้อยก่อนออกไปท่องเที่ยว

ทำความรู้จักกับการดำน้ำ 3 ประเภท

Scuba diving

การดำน้ำ เป็นหนึ่งกิจกรรมที่เหล่านักผจญภัยให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เพราะเป็นการเปิดประสบการณ์ให้ได้เห็นโลกใต้ทะเลที่มีความสวยงามและน่าทึ่งอย่างมาก ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะไปดำน้ำกันที่หมู่เกาะต่างๆ ทั้งในทะเลฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน ซึ่งกิจกรรมนี้ไม่สามารถทำด้วยตัวเองได้ จะต้องมีบริการโดยเฉพาะที่คุณจะต้องติดต่อไปก่อน แต่ก่อนที่จะไปดำน้ำ เรามาทำความรู้จักกับการดำน้ำ 3 ประเภทกันเลย 

1. Snorkeling

การดำน้ำตื้น เป็นการดำน้ำขั้นพื้นฐาน โดยอาจจะเป็นการดำน้ำตัวเปล่าหรือใส่เสื้อชูชีพสำหรับคนที่ไม่มีทักษะทางการว่ายน้ำ การ Snorkeling เป็นการดำน้ำเพื่อพักผ่อนหย่อนใจ อยู่ในระดับผิวน้ำใช้อุปกรณ์ทั่วไปได้แก่ หน้ากากดำน้ำ (Mask) ท่อหายใจ (Snorkeling) ตีนกบ (Fin) ทุกคนสามารถดำน้ำตื้นได้แม้จะว่ายน้ำไม่เป็น เพราะเราจะใส่ชูชีพเพื่อความปลอดภัยและให้เราลอยตัวอยู่ผิวน้ำ การดำน้ำแบบ Snorkeling มักอยู่ที่ระดับความลึกของน้ำไม่เกิน 9 เมตร เพื่อจะได้เห็นแนวปะการังในระยะที่ไม่ไกลจนเกินไป

2. Freediving

 เป็นการดำน้ำที่มีการดำลงไปในความลึกที่มากขึ้น นิยมเป็นทั้งกีฬาและเพื่อพักผ่อนหย่อยใจ แต่จำเป็นต้องใช้ทักษะทางน้ำมากกว่าการดำน้ำแบบ Snorkeling ไม่ว่าจะเป็นทักษะการดำลงไปใต้น้ำที่ลึกขึ้นและการกลั้นหายใจเพื่อให้อยู่ใต้น้ำได้นานขึ้น โดยมีลักษณะเด่นคือใช้ฟินที่ค่อนข้างยาว การจัดการกับความดันในหูที่เรียกว่า การเคลียร์หู (Ear equalization) ซึ่งจำเป็นจะต้องผ่านการฝึกฝนที่ถูกต้องก่อนไปทำกิจกรรม 

3. Scuba diving

Scuba diving คือการดำน้ำลึกที่จะมีอุปกรณ์ช่วยหายใจติดตัวไปกับนักดำน้ำ ทำให้เราสามารถหายใจเมื่ออยู่ใต้น้ำได้เป็นระยะเวลานานกว่าการดำน้ำแบบ Freediving เราจะสามารถใกล้ชิดธรรมชาติ ชมความงามของหมู่ปลา ปะการัง และสัตว์ต่างๆใต้ท้องทะเลได้อย่างเต็มที่ เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสันทนาการที่นอกจากจะได้ความเพลิดเพลิน ความสงบ เรายังจะได้พบเจอกับอะไรที่แปลกใหม่ในทุกครั้งถึงแม้ว่าเราไปในจุดเดิม ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ของธรรมชาติใต้ทะเล 

สำหรับคนที่สนใจกิจกรรมการดำน้ำ คุณจะต้องมีการเรียนรู้ หรือฝึกจากครูฝึกเสียก่อน เพื่อให้การทำกิจกรรมนั้นปลอดภัย และจะต้องปฏิบัติตามขั้นตอนโดยละเอียด แน่นอนว่าคุณไม่สามารถเดินทางออกไปดำน้ำด้วยตนเองได้ในทันที จะต้องมีการติดต่อบริการต่างๆ ให้เรียบร้อย และในบริการก็จะมีการฝึกสอนให้คุณมีทักษะพื้นฐานของการดำน้ำ จะช่วยให้การดำน้ำนั้นปลอดภัยและง่ายมากยิ่งขึ้น 

แนะนำสกายวอล์คเมืองไทยวิวสวยหลักล้าน

sky walk

สกายวอล์ค เป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิต ท้าวัดใจกับทางเดินบนที่สูง สามารถมองเห็นพื้นด่างล่าง ให้ความรู้สึกสุดหวาดเสียว สักครั้งในชีวิตต้องไปเช็กอิน ซึ่งก็ไม่ได้มีแค่เมืองนอกเท่าใน ในเมืองไทยบ้านเราก็มีแหล่งท่องเที่ยวสกายวอล์คมากมาย ใครอยากลองอะไรใหม่ ๆ ตามไปดูเลย ว่ามีที่ไหนในเมืองไทยบ้าง

1. สกายวอล์กพระใหญ่ภูคกงิ้ว จังหวัดเลย

สกายวอล์กพระใหญ่ภูคกงิ้ว หรือที่เรียกกันว่าสกายวอล์กเชียงคาน เป็นหนึ่งในแลนด์มาร์คของจังหวัดเลยที่ไปแล้วจะต้องแวะไปให้ได้ มีลักษณะเป็นทางเดินกระจกริมแม่น้ำโขง พื้นทางเดินทำด้วยกระจกใส ความยาวรวมกัน 100 เมตร กว้าง 2 เมตร มีความสูงจากน้ำโขง 80 เมตร เท่ากับตึก 30 ชั้น ยื่นออกไปบริเวณหน้าผา 21 เมตร มีจุดชมวิว 3 จุด สามารถเดินชมวิวได้อย่างเพลิดเพลินกับทางเดินที่ยาวกว่า 80 เมตร

2. สกายวอล์ค กาญจนบุรี

ใครบอกว่ากาญจนบุรีมีแค่แพ เพราะที่นี่มีสกายวอล์คที่สร้างความฮือฮาให้กับสายลุยได้เป็นอย่างมาก สกายวอร์คในไทย บนสะพานกระจกในขนาดกับแม่น้ำ จุดชมวิวแม่น้ำสองสีที่ไหนมาบรรจบกัน แลนด์มาร์คใหม่ที่ควรพลาดไปเช็คอิน โดยในช่วงเดือนสิงหาคมนี้จะเปิดลงให้ลงทะเบียนเข้าชมเป็นรอบ ๆ ผ่านระบบออนไลน์กันไปก่อน แล้วจึงจะทำการเปิดอย่างเป็นทางการ ใครที่กำลังมองหาแหล่งพักผ่อนหย่อนใจที่ตอบโจทย์ธรรมชาติสวย วิวดีงามก็ต้องรีบตามไปตำก่อนใคร

3. ทางเดินลอยฟ้า สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เชียงใหม่

เป็นทั้งแหล่งเรียนรู้และแหล่งอนุรักษ์พืชพันธ์ุไม้ต่างๆ ภายในแบ่งโซนไว้อย่างเป็นสัดส่วน และจุดถ่ายรูปที่สายฮิปสเตอร์และไอดอลต่างๆ ต้องมา และที่พลาดไม่ได้คือทางเดินลอยฟ้า สำหรับเดินชมนกชมไม้ บอกเลยว่ามาเที่ยวที่สวนพฤกษศาสตร์ นอกจากจะได้ความรู้แล้ว ยังได้รูปสวยๆ กลับไปอีกเพียบ คุ้มค่า คุ้มราคาจริงๆ

4. สกายวอล์ควัดเขาตะแบก ชลบุรี

สกายวอล์คเปิดใหม่ล่าสุดใกล้กรุงเทพฯ ที่วัดเขาตะแบก อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เห็นแบบนี้แต่ตัวสกายวอล์คนั้นอยู่สูงจากพื้นมาเลยทีเดียว เดินบนสะพานกระจกแล้วมีหวิวๆ เหมือนกัน เป็นกิมมิคที่ทางร้านสร้างเพื่อดึงคนเข้ามาเที่ยวมาทำบุญที่วัดได้เป็นอย่างดี

5. สกายวอล์คอัยเยอร์เวง ยะลา 

ตั้งอยู่ที่ ต.อัยเยอร์เวง อ.เบตง เป็นสะพานทางเดินที่ยื่นออกไปจากหน้าผาถึง 61 ม. ถือเป็นสกายวอล์คที่ยาวที่สุดในเอเชีย ทางที่ยื่นออกไปเป็นระเบียงพื้นกระจกเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ชมทะเลหมอก ถือเป็นจุดไฮไลต์ที่สวยที่สุด ด้วยความสูงจากระดับน้ำทะเล 2,038 ฟุต สามารถมองเห็นหมอกได้ตลอดทั้งปี

เป็นอย่างไรกันบ้างกับสกายวอล์คในเมืองไทย อันซีนสุดๆไปเลย เพราะธรรมชาติในบ้านเรานั้นสวยงามเป็นอย่างมาก การได้ไปเดินสกายวอล์คชื่นชมธรรมชาติจะทำให้เรารู้สึกสดชื่นมากกว่าเดิม

ปล่อยใจสบายๆ ไปกับการล่องแพไม้ไผ่ชิลๆ

Bamboo rafting

ในช่วงเวลาที่ว้าวุ่นใจเราต่างก็มองหาพื้นที่สงบๆ ได้สูดอากาศที่บริสุทธิ์จากธรรมชาติ ฟังเสียงน้ำไหลเย็นสบาย ปล่อยใจจอยๆ ไปกับแพไม้ไผ่ชิลๆ ที่บอกเลยว่าช่วงนี้ฮิตสุดๆ ไม่ว่าจะเปิดไปโซเชียลของใครต่างก็อัพรูปล่องแพกันแบบสบายใจ แล้วจะมีที่ไหนมีบริการล่องแพไม่ไผ่บ้าง วันนี้เราได้รวบรวมมาไว้ให้แล้วล่ะ ไปดูพพร้อมๆ กันเลย

1. ล่องแพไม้ไผ่บ้านวังหอน จ.นครศรีธรรมราช

ล่องแพบ้านวังหอน แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่มีวิวทิวทัศน์สวยงาม บรรยากาศดี เงียบสงบ มีบริการล่องแพไม้ไผ่ไปตามลำธารเล็กๆ ท่ามกลางน้ำสีเขียวมรกต สองฟากฝั่งเป็นป่าไม้ร่มรื่น มีต้นไม้น้อยใหญ่นานาชนิด อากาศเย็นสบายและสดชื่นมาก สูดกันให้เต็มปอดไปเลย ทั้งยังสามารถกระโดดเล่นน้ำได้ตลอดเส้นทางการล่องแพ

2. ล่องแพไม้ไผ่ เมืองคอน จ.เชียงใหม่

อีกหนึ่งสถานที่เที่ยวใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมนั่นก็คือ เชียงดาว นอกจากจะมีกิจกรรมเดินป่าปีนเขาแล้ว ที่เชียงดาวยังมีล่องแพไม้ไผ่ที่น่าสนใจเช่นเดียวกัน สำหรับการล่องแพก็จะมีกิจกรรมสนุก ๆ ให้ทำเยอะแยะมากมาย ชมธรรมชาติอันงดงาม

3. ปางอุ๋ง จ.แม่ฮ่องสอน

ถ้าถามถึงธรรมชาติก็จะขาดที่นี่ไปไม่ได้เลย ที่แม่ฮ่องสอนจะมีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ที่อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติปางตอง ปางอุ๋ง อยู่ห่างจากบ้านรักไทยประมาณ 30 นาที คนส่วนใหญ่ก็เลือกที่จะมากางเต็นท์กัน ซึ่งที่นี่ก็มีบริการล่องแพไม้ไผ่สายหมอก ถือเป็นหนึ่ง Unseen Thailand ที่น่าสนใจ

4. ล่องแพสังขละบุรี จ.กาญจนบุรี

สังขละบุรี เป็นเมืองที่ธรรมชาติที่งดงามด้วยธรรมชาติและประเพณีวัฒนธรรมของชาวบ้าน 3 เชื้อชาติ คือ ไทย มอญ และกะเหรี่ยง มีแหล่งท่องเที่ยวให้ไปเช็กอินมากมาย แต่หนึ่งในกิจกรรมที่น่าสนใจ ก็คือ การล่องแพไม้ไผ่ ซึ่งจะล่องกันในแม่น้ำซองกาเลียและแม่น้ำรันตี เป็นลำธารสายเล็ก ๆ น้ำไม่ลึกมากนัก มีน้ำไหลตลอดทั้งปี สามารถเที่ยวได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่

5. ตลาดโอ๊ะป่อย จ.ราชบุรี

ออกมาไม่ไกลจากกรุงเทพสักเท่าไหร่นัก ตลาดโอ๊ะป่อย ตั้งอยู่ที่ตำบลตะนาวศรี อำเภอสวนผึ้ง เป็นตลาดเช้าริมลำน้ำภาชี ซึ่งมีคอนเซ็ปต์เป็นตลาดชุมชนของชาวกะเหรี่ยง มีผลิตภัณฑ์ สินค้า อาหาร ขนมหวาน และเครื่องดื่มพื้นเมืองให้เลือกซื้อมากมาย และด้วยความที่ตลาดตั้งอยู่ริมแม่น้ำ จึงมีกิจกรรมล่องแพไม้ไผ่ไว้รับรองนักท่องเที่ยวด้วย ทางชุมชนได้ทำแพไม้ไผ่ให้มีระดับยกเหนือน้ำ ใครไม่อยากเปียกจึงลงล่องได้ด้วย

เป็นอย่างไรกันบ้าง ใครที่กำลังสนใจกิจกรรมนี้ลองชวนเพื่อนๆ หรือคนรัก ก็จะได้ความสนุกสนานและโรแมนติกกันแบบสุดๆไปเลย