กิจกรรมกลางแจ้งของคนยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์เขาทำอะไรกัน แกะรอยจากเนื้อเพลงลาวแพน

Outdoor activities of the past

กรุงรัตนโกสินทร์เป็นมหานครทีรวมผู้คนจากหลากหลายพื้นที่มาไว้ด้วยกัน ผู้คนจำนวนมากมายที่มาอาศัยอยู่ในกรุงรัตนโกสินทร์ล้วนแล้วแต่เป็นกลุ่มคนที่อพยพเคลื่อนย้ายมาจากที่อื่นๆ ทั้งเหตุผลด้านทางการค้า สร้างกำไรและรายได้จากภาคธุรกิจ เช่น กลุ่มกุลีชาวจีนที่อพยพเคลื่อนย้ายเข้ามาอยู่ในกรุงรัตนโกสินทร์หรือกรุงเทพมหานครตั้งแต่ตอนต้นกรุงรัตนโกสินทร์เรื่อยมาจนถึงกลุ่มชาวเขมรที่อพยพเคลื่อนย้ายเข้ามาในกรุงรัตนโกสินทร์ก็เนื่องด้วยเหตุผลทางด้านการสงคราม การเป็นเชลยศึกในสงครามที่ต้องถูกฝ่ายสยามจับมาเป็นแรงงานในการก่อสร้างหรือซ่อมแซมถาวรวัตถุต่างๆ เช่นเดียวกับกลุ่มชาวลาว ที่ส่วนหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ในกรุงรัตนโกสินทร์ก็เนื่องด้วยเป็นเชลยจากผลพวงของภัยสงครามระหว่างรัฐสยามกับรัฐเวียงจันทน์อย่างในศึกเจ้าอนุวงศ์ 

เชลยชาวลาวพวกนี้ไม่ได้มาแต่ตัวเปล่า หากแต่ยังนำวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม และเทคนิคการช่างต่างๆติดตัวมาด้วย ดังปรากฏหลักฐานเป็นชุมชนชาวลาวกระจายอยู่ตามที่ต่างๆในกรุงเทพมหานครปัจจุบัน เช่น ชุมชนลาวบางไส้ไก่ซึ่งประกอบอาชีพและมีความชำนาญในการทำขลุ่ยหรือเครื่องดนตรีประเภทเป่าเป็นพิเศษ อีกส่วนหนึ่งที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นคุณุปการทางประวัติศาสตร์ คือ ชาวลาวเชลยส่วนหนึ่งยังได้ทิ้งหลักฐานร่องรอยไว้ในประวัติศาสตร์ประเภทเพลงไทยเดิมอีกด้วย ทำให้ทราบได้ว่าในอดีตผู้คนยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ อันหมายรวมถึงเชลยชาวลาวในกรุงรัตนโกสินทร์หรือกรุงเทพนั้นเคยใช้ชีวิตหรือดำเนินชีวิต ประกอบอาชีพกันอย่างไร หลักฐานเหล่านี้ปรากฏอยู่ในเนื้อหาของเพลงไทยเดิมที่เราเรียกกันในปัจจุบันว่าเพลง “ลาวแพน” ดังเนื้อความส่วนหนึ่งของเพลงได้ระบุไว้ว่า 

“ผ้าทอก็บ่อมีนุ่ง ผ้าถุงก็บ่มีห่ม คาดแต่เตี่ยวเกลียวกลม หนาวลมนี้เหลือแสน ระเหินระหกตกยาก มาเป็นคนกากคนแกน ข้อยมีแต่แคนอันเดียว ก็พอได้เที่ยวขอทานเขากิน ตกมาอยู่ในเมือง ต้องถีบกระเดื่องกระด้อย สีซ้อมตำต้อย ตะบิดตะบอยบ่ฮู้สิ้น ถือแต่เคียวเกี่ยวหญ้าเอาไปให้ม้าของเพื่อนมันกิน เที่ยวซมซมซานซานไปทุกบ้านทุกถิ่น จะได้กินก็แต่เดน แสนอึดแสนจน เหมือนอย่างคนตกนาฮก มืดมนฝนตก เที่ยวหยกหยกถกเขมร ถือข้องส่องคบเที่ยวไล่จับกบทุ่งพระเมรุ เปื้อนเลนเปื้อนตม เหม็นขมเหม็นคาว จับทั้งอ่างท้องขึง จับทั้งอึ่งท้องเขียว จับทั้งเปี้ยวทั้งปูจับทั้งหนูท้องขาวจับทั้งกบขาเหยียด จับทั้งเขียดขายาวยาว จับมาให้สิ้น เอามาต้มกินกับข้าว”

จากเนื้อพเลงลาวแพนที่ยกมาข้างต้น จะเห็นได้เลยว่าสภาพความเป็นอยู่หรือวิถีชีวิตของเชลยสงครามชาวลาวกลางแจ้งนั้น ไม่ใช่เรื่องที่สะดวกสบายเลย เชลยเหล่านี้ต้องตกระกำลำบาก มีสภาพความเป็นอยู่ที่เพลงเนื้อก็ระบุไว้เองว่าเหมือนตกนรก ถึงกระนั้นนี้ ผลพวงของสงครามเจ้าอนุวงศ์ซึ่งทำให้เกิดเพลงลาวแพนขึ้นก็ได้ทิ้งร่องรอยให้เราได้ทราบถึงสภาพความเป็นอยู่กลางแจ้งของผู้คนในยุคโบราณได้เป็นอย่างดี